Home นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๗:๐๐ น.
Article Index
นิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
คำศัพท์และนิยามความหมาย
คุณสมบัติของนักวิจัยที่ดี
ทุกหน้า

ใน การทำงานวิจัยตามแนวคิดของโครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นนั้น เนื่องจากลักษณะโครงการวิจัยนี้ เป็นโครงการในลักษณะส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ (Research for Empowerment) ดังนั้นการดำเนินงานจึงมีความแตกต่างกับงานวิจัยทั่วไปในรูปแบบการดำเนินงาน และแนวคิดที่แตกต่าง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักวิจัยในโครงการ ต้องมีความเข้าในในแนวคิด รวมถึงนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นประโยชน์ในการวางกรอบงาน รวมถึงปฏิบัติงานให้ตรงตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้น


ขอบเขตของวิทยาศาสตร์:

การ เริ่มต้นงานวิจัยนั้น มีหลักการหลายประการที่ครูส่วนใหญ่ยังเข้าใจไขว้เขวไป เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากความคิดที่ติดยึดกับกรอบเดิม ในมุมมองของคนทั่วไปมักมอง และจำกัดความของคำว่า “วิทยาศาสตร์” ว่ามีนัยที่จำกัดอยู่เฉพาะในตำราหรือ ของเขตสาระที่มีการสอน หรือค้นคว้าในตำราเอกสารเท่านั้น เช่น สิ่งที่ว่าด้วยหลักการทางเคมี ชีววิทยา หรือฟิสิกส์ ฯลฯ ซึ่งหากเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในตำรา หรือเป็นสาระที่ไม่มีการเรียนการสอนในห้องเรียนนั้น มักจะเหมารวมว่าไม่ใช้วิทยาศาสตร์ แต่หากเราพิจารณาถึงนัยที่แท้จริงของคำว่าวิทยาศาสตร์ จะพบว่าวิทยาศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้ทั้งมวลซึ่งมนุษย์สามารถ เรียนรู้ หรือพิสูจน์ให้เห็นจริงเป็นรูปธรรมได้ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส ทั้งนี้โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ โดยอาศัยหลักการของความเป็นเป็นผล สิ่งใดที่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มนุษย์สามารถพิสูจน์เป็นรูปธรรมได้ เป็นเหตุเป็นผล ก็สามารถจัดอยู่ในขอบเขตวิทยาศาสตร์ได้ทั้งสิ้น ความรู้ในด้านภูมิปัญญาต่างๆ ในแต่ละท้องถิ่น ในอดีตเรามักจะลืมว่าภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่นนั้นผ่านการลอง ถูกลองผิด มีการต่อยอดองค์ความรู้เป็นลำดับมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่สิ่งที่ขาดไปคือการอธิบายหรือการทำความเข้าใจถึงหลักการทำงานของ ภูมิปัญญานั้น ว่าแต่ละชิ้นแต่ละส่วนมีการทำงานโดยหลักการใด มีความเป็นไป หรือความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างไร เราสามารถนำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบาย และพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ โดยใช้เครื่องมือต่างๆ ทดลองชั่งตวงวัดเพื่อเก็บข้อมูลนำไปพิสูจน์ข้อเท็จจริง ภูมิปัญญาแต่ละชิ้นหรือแต่ละอย่างนั้น หากไม่ใช่เป็นความเชื่อที่ไม่สามารถจับต้องได้ หรือหลักความเชื่อบางอย่างทางศาสนาแล้ว ก็ล้วนจะสามารถอธิบายด้วยเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ ตัวอย่างเช่น ภูมิปัญญาเรื่องเรือยาวในท้องถิ่นที่ตั้งอยู้ริมแม่น้ำ หากมองในแง่ความเชื่อ จะพบว่าในแต่ละถิ่นมักมีความเชื่อว่า เรือที่ทำด้วยไม้ตะเคียนมักเกิดจากอาถรรพ์ของนางตะเคียน ช่วยให้เรือแล่นเร็ว เมื่อนำไปแข่งขันกันทำให้ชนะได้ แต่หากมองในแง่วิทยาศาสตร์แล้วความเร็วของเรือนั้นขึ้นกับรูปทรง วัสดุที่ใช้ทำเรือ แรงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือ เช่น แรงลอยตัว แรงพาย แรงต้านที่เกิดขึ้นขณะพาย สามารถออกแบบเก็บข้อมูลนำมาพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ แต่หากมองด้วยความเชื่อก็ไม่สามารถเข้าใจถึง ในปัจจุบันนั้นนอกจากวิชาในสาขาวิทยาศาสตร์โดยตรงแล้ว ศาสตร์ในด้านอื่นๆ ก็นำเอาหลักการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ประยุกต์ในการศึกษาค้นคว้า เช่น ด้านสังคมศาสตร์ ด้านการศึกษา ฯลฯ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสิ่งรอบตัวเรานั้น เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เราก็สามารถนำเอาวิทยาศาสตร์มาใช้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของสิ่งนั้นๆ ได้ หากสามารถทำให้เป็นรูปธรรมได้ก็อยู่ในขอบเขตวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น

ความเป็นศูนย์กลาง (center)

ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาตินั้น ทุกภาคส่วนต้องหารูปแบบ เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอนไปสู่คำว่า นักเรียนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงในแต่ละท้องถิ่นก็ต้องมีส่วนร่วมกับสถานศึกษา ในการวางโครงสร้างหลักสูตรท้องถิ่น การพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้ตอบสนองต่อแนวทางตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาตินั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ พยายามทำความเข้าใจในนิยามความหมาย หลักการ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปวางแนวทางในเชิงปฏิบัติ คำเหล่านี้ ล้วนเป็นคำใหม่ต่อระบบการศึกษา หลายๆ ท่านยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน คำว่า “ศูนย์กลาง (Center)” มิได้มีความหมายตรงๆ ในเชิงภาษา/วลี หรือเชิงโครงสร้างเชิงวัตถุเท่านั้น แต่หากต้องการใช้คำนี้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง ควรมีความเข้าใจที่ตรงกันในเชิงหลักการที่ว่า คำว่า “ศูนย์กลาง” นั้น หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่ปฏิบัติงาน (Action) ใครเป็นศูนย์กลาง ผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเองตามบทบาทหน้าที่ของตน เช่น ในระบบการวิจัย นักวิจัยเป็นศูนย์กลาง ครูเป็นนักวิจัย ดังนั้นการกำหนดขอบเขตการทำงานต่างๆ ต้องยึดตามขอบเขตที่แท้จริงที่เหมาะสมกับตัวครูหรือนักวิจัยซึ่งเป็นศูนย์ กลาง และนักวิจัยต้องปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การวางแผน การเก็บข้อมูล การแปลผลข้อมูล ฯลฯ ด้วยตนเอง แต่ถ้าหากครูไปอยู่ระบบการเรียนการสอน ซึ่งกำหนดให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ครูจะต้องปรับบทบาทจากผู้ที่ทำด้วยตนเองไปเป็นผู้ชี้แนะ และติดตามความเปลี่ยนแปลง เพื่อวัดประสิทธิผล ให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง หากเป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องให้นักเรียนทดลองด้วยตนเอง หากเป็นการเรียนรู้ด้านภาษา นักเรียนก็ต้องเรียนรู้และปฏิบัติการฝึกพูดด้วยตนเอง ไม่ฟังเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนผ่านประสบการณ์ด้วยตนเอง ความรู้จะได้ติดตัวทนนาน และสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้

พร บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งมีหลักสูตรส่วนหนึ่งที่เป็นหลักสูตรของตนเองที่ เรียกว่า หลักสูตรท้องถิ่น ตามสัดส่วนที่กำหนด โดยเน้นให้ความเป็นศูนย์กลางอยู่ที่ท้องถิ่น การสร้างหลักสูตรท้องถิ่นนั้น ก็ต้องเอาองค์ประกอบของท้องถิ่นมาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ชุมชน ผู้ปกครอง ครูในโรงเรียน นักเรียน ต้องมาร่วมกันกำหนดขอบเขตองค์ความรู้ตามศักยภาพของแต่ละฝ่าย เช่น ชุมชนและภูมิปัญญา ก็เลือกความรู้ที่ต้องการให้นักเรียนสืบทอดความรู้ นักเรียนก็ต้องทราบสิ่งที่ตนเองต้องการเรียนรู้ ครูมีความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ ก็มีบทบาทในการค้นคว้าวิจัยหาองค์ความรู้มาอธิบายแล้วสร้างเป็นหลักสูตร คำว่าท้องถิ่นนั้น มีขอบเขตเพียงใด หากตีความเชิงหลักการแล้ว ท้องถิ่นก็คือบริเวณพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์หรือความเป็นตัวของตัวเอง ขอบเขตก็อาจกินพื้นที่มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นกับความเป็นกลุ่มก้อนของประชากร นั้นเอง บริเวณใดมีเอกลักษณ์เหมือนกันก็ถือเป็นท้องถิ่นเดียวกันก็ได้ คำว่าท้องถิ่น ไม่ได้ถูกจำกัดโดยพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอเท่านั้น ต้องพิจารณาตามเอกลักษณ์ที่เป็นตัวกำหนดให้ประชากรอยู่ร่วมกันด้วย ผู้ที่อาศัยในพื้นที่นั้นเอง ว่าใครอยู่ที่ใด มีสิ่งใดบ่งชี้ว่าเป็นคนถิ่นนั้นถิ่นนี้

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๑:๕๗ น.
 
© 2008 โครงการวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น | by yoreja